ReadyPlanet.com
dot
dot
ดูแลครรภ์ 40 สัปดาห์
dot
bulletเตรียมพร้อมก่อนตั้งครรภ์
bulletสัญญาณแบบนี้...ท้องแล้วจ้า
bulletแพ้ท้องทำอย่างไร
bulletพาคุณแม่ไปฝากครรภ์
bulletสิ่งที่แม่ควรปฏิบัติระหว่างตั้งครรภ์
bulletครรภ์ที่ต้องดูแลเป็นพิเศษ
bulletดูแลครรภ์ 40 สัปดาห์
bulletการเตรียมพร้อมก่อนคลอด
bulletการเจ็บท้องและการคลอด
dot
แม่ท้องต้องวางแผน
dot
bulletสิทธิประกันสังคม
bulletราคา Package คลอด
bulletShopping List
bulletเลือกกุมารแพทย์ให้ลูก
bulletราคานมผสม
dot
แนะนำคุณหมอ
dot
bulletสูติ-นรีแพทย์
bulletกุมารแพทย์
dot
Recommended Links
dot
bulletเลี้ยงลูกด้วยนมแม่
bulletหมอชาวบ้าน
bulletห้องสมุดศิริราช
bulletBussaba Bangkok Boutique Hotel Suvarnabhumi Airport
bulletมีบุตรยาก
bulletร้านนมแม่
bulletของใช้สำหรับแม่และเด็ก
dot
Newsletter

dot


ทดสอบเพศทารก
ร้านนมแม่
bfd center


บาดเจ็บจากการคลอด

ในการคลอดบุตร ไม่ว่าจะคลอดที่ไหน คลอดอย่างไร และไม่ว่าหมอจะมีฝีมือดีอย่างไร เหตุการณ์ไม่คาดฝันก็ย่อมเกิดขึ้นได้เสมอ ประสบการณ์หมอสูติครั้งนี้จึงอยากนำเสนอเรื่องราวเกี่ยวกับบาดเจ็บหรืออันตรายจากการคลอดให้คุณแม่ได้รับทราบไว้เป็นข้อคิดโดยผ่านทางคุณแม่ตัวอย่าง 4 รายต่อไปนี้

รายที่ 1 
      
คุณตามใจ อายุ 28 ปี ตั้งครรภ์แรก ฝากครรภ์กับคุณหมอที่โรงพยาบาลเอกชน คุณตามใจมารับการตรวจครรภ์ตามนัดอย่างสม่ำเสมอซึ่งคุณหมอตรวจดูแล้วก็ไม่พบว่ามีปัญหาผิดปกติอะไร จนกระทั่งถึงช่วงใกล้คลอดคุณตามใจก็บอกคุณหมอว่าอยากจะคลอดเอง เมื่อคุณหมอตรวจครรภ์ดูพบว่าเด็กตัวค่อนข้างจะใหญ่แต่คิดว่าน่าจะคลอดทางช่องคลอดได้อย่างที่คุณตามใจต้องการ 
     
เมื่อถึงเวลาเจ็บครรภ์คลอดคุณหมอได้ปล่อยให้การคลอดดำเนินไปตามปกติ จนกระทั้งเมื่อปากมดลูกเปิดหมดคุณตามใจก็เริ่มเบ่ง แต่คุณหมอสังเกตดูจากการตรวจภายในเป็นระยะ พบว่าหัวเด็กไม่ค่อยเคลื่อนต่ำลงมา และยังพบว่าเด็กตัวค่อนข้างจะตัวใหญ่เมื่อเทียบกับขนาดของเชิงกราน คะเนว่าน่าจะคลอดได้แต่อาจต้องเบ่งคลอดนานและอาจต้องใช้เครื่องมือ เช่นคีม หรือเครื่องดูดสูญญากาศ ช่วยคลอด  คุณหมอได้แจ้งให้คุณตามใจทราบถึงสิ่งที่ตรวจพบ  และแนะนำว่าถ้าผ่าตัดคลอดจะปลอดภัยกว่า ภายหลังฟังคำแนะนำคุณตามใจก็ยืนยันว่าอยากจะขอลองคลอดเองก่อน ถ้าไม่ไหวจริงๆค่อยผ่า

คุณตามใจเบ่งคลอดอยู่ประมาณ 2 ชั่วโมงแต่ลูกยังไม่คลอด คุณหมอจึงตัดสินใจใช้เครื่องดูดสูญญากาศดึงศีรษะของลูกออกมา ภายหลังคลอดพบว่าลูกมีเลือดออกใต้หนังศีรษะ  ส่วนคุณตามใจมีการตกเลือดหลังคลอดจากมดลูกหดรัดตัวไม่ดีและต้องให้เลือด 1  ถุง ทั้ง 2 คนต้องได้รับการรักษาในโรงพยาบาลนาน3 สัปดาห์จึงกลับบ้านได้ 
 
รายที่ 2
      
คุณละเลยตั้งครรภ์แรก ฝากครรภ์กับคุณหมอที่โรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่ง คุณหมอตรวจพบว่าค่อนข้างอ้วนและถามประวัติในครอบครัวพบว่าคุณแม่ของคุณละเลยเป็นโรคเบาหวานและกำลังรักษาอยู่ จากข้อมูลดังกล่าวบ่งบอกว่าคุณละเลยเสี่ยงต่อการเป็นโรคเบาหวานขณะตั้งครรภ์ จึงได้ตรวจเลือดคุณละเลยและพบว่าคุณละเลยเป็นโรค เบาหวานจากการตั้งครรภ์จริงตามที่คิดแต่ความรุนแรงของโรคไม่มากนักเนื่องจากระดับน้ำตาลไม่สูงมาก คุณหมอได้ให้การรักษาโดยให้คุณละเลยควบคุมการรับประทานอาหารโดยเฉพาะอาหารที่มีน้ำตาลสูงอย่างเคร่งครัดเพื่อป้องกันไม่ให้ลูกในครรภ์ตัวใหญ่เกินไป เพราะจะคลอดยากและมีปัญหาตามมาอีกหลายประการ เช่นลูกอาจจะชักหลังคลอด หรือตัวเหลืองได้
     
คุณละเลยทำตามคำแนะนำของคุณหมอไม่ค่อยได้เพราะรับประทานอาหารไม่เป็นเวลา และมักจะรับประ ทานอาหารนอกบ้าน นอกจากนี้ยังไม่ค่อยมาฝากครรภ์ตามนัดด้วยเพราะงานยุ่ง ประมาณ 2 เดือนก่อนคลอดภายหลังการตรวจครรภ์คุณหมอพบว่าลูกตัวค่อนข้างใหญ่ จึงแนะนำให้ตั้งใจคุมอาหารและนัดมาตรวจซ้ำถี่ขึ้นเพื่อประเมินการเจริญ เติบโตของลูกให้ละเอียดขึ้น  แต่คุณละเลยก็ยังคงมาตรวจครรภ์ตามนัดบ้างไม่มาบ้าง
      
ขณะตั้งครรภ์ประมาณ 38 สัปดาห์คุณละเลยเจ็บท้องและมีน้ำเดินจึงไปโรงพยาบาล เมื่อคุณหมอตรวจภายในก็พบว่าปากมดลูกเปิดประมาณ 4 เซนติเมตรซึ่งจัดว่าเปิดค่อนข้างมาก ตรวจมดลูกพบว่าหดรัดตัวดี คุณหมอจึงปล่อยให้การเจ็บครรภ์คลอดดำเนินต่อไปและคอยตรวจติดตามเป็นระยะๆ
3 ชั่วโมงต่อมา คุณละเลยปวดท้องอยากเบ่ง  คุณหมอตรวจภายในพบว่าลูกเคลื่อนต่ำลงมาได้ดี คุณละเลยเบ่งต่อไปเรื่อยๆ จนศีรษะลูกคลอดออกมาได้ตามปกติ คุณหมอได้ช่วยดึงไหล่ของลูกเพื่อให้คลอดเป็นลำดับต่อไป ปรากฏว่าแม้จะใช้แรงดึงอย่างมาก ไหล่ของลูกก็ไม่ยอมคลอดแต่ติดแน่นอยู่ในช่องคลอดนั่นแหละ คุณหมอและพยาบาลที่อยู่ในห้องคลอดต้องมาช่วยกันทำคลอดไหล่ จนกระทั่งในที่สุดก็สามารถคลอดลูกออกมาได้
      
ภายหลังคลอดคุณหมอตรวจพบว่ากระดูกไหปลาร้าข้างซ้ายของลูกหัก ส่วนคุณแม่ตรวจพบว่าช่องคลอดฉีกขาดค่อนข้างมากร่วมกับการเสียเลือดค่อนข้างมากด้วยเช่นกัน คุณละเลยต้องถูกรับไว้ดูแลในโรงพยาบาลนาน 2 สัปดาห์ ส่วนลูกก็ต้องนำไปให้คุณหมอศัลยกรรมกระดูกดูแล ซึ่งคุณหมอได้เข้าเฝือกให้แล้วนัดมาดูแลต่อในภายหลัง
 
รายที่ 3
      
คุณบังเอิญ อายุ 30 ปี ตั้งครรภ์ครั้งที่ 2 ครั้งแรกตั้งครรภ์ครบกำหนดและคลอดตามปกติ ส่วนครรภ์ที่ 2 ไปฝากครรภ์แค่ครั้งสองครั้งแล้วก็ไม่ได้ไป เนื่องจากงานยุ่งมาก คุณบังเอิญมาโรงพยาบาลก็เมื่อเจ็บครรภ์แล้ว ขณะมาถึงโรงพยาบาลคุณหมอได้ทำการตรวจภายในพบว่าปากมดลูกเปิด 8 เซนติเมตรซึ่งถือว่าเป็นการเปิดที่มากและใกล้จะคลอดอยู่แล้ว  และยังพบว่าลูกในท้องเอาก้นลงมาอยู่ข้างล่างแทนที่จะเอาศีรษะออกมาก่อนเหมือนรายอื่น คุณหมอคะเนว่าคุณบังเอิญน่าจะคลอดในเวลาอีกไม่นานไม่น่าจะถึงครึ่งชั่วโมงด้วยซ้ำไป ถ้าจะนำคุณบังเอิญไปผ่าคลอดก็คงจะไม่ทัน จึงตัดสินใจทำคลอดฉุกเฉินโดยให้คลอดทางช่องคลอด
    
ประมาณ 15 นาทีต่อมา คุณบังเอิญก็เบ่งคลอดลูกออกมา คุณหมอได้ช่วยคลอดโดยดึงตัวเด็กออกมา ซึ่งพบว่าขาและก้นคลอดออกมาได้ตามปกติ แต่ขณะจะคลอดไหล่และศีรษะของลูก คุณหมอพบว่าแขนของลูกไขว้อยู่ทางด้านหลังไม่ได้อยู่ทางด้านหน้าเหมือนปกติ คุณหมอได้หมุนไหล่และศรีษะของลูกเพื่อให้แขนกลับไปอยู่ในสภาพปกติแล้วจึงทำคลอดศีรษะออกมา
      
ภายหลังคลอดพบว่ากระดูกต้นแขนขวาของลูกหัก และได้รับการดูแลรักษาอยู่ในโรงพยาบาลประมาณ 1 สัปดาห์ส่วนคุณแม่ปลอดภัยดี

รายที่ 4 
      
คุณบอบบาง อายุ 35 ปี ตั้งครรภ์แรก มาฝากครรภ์ตามนัดอย่างสม่ำเสมอตั้งแต่อายุครรภ์ 14 สัปดาห์ ตลอดเวลาที่ฝากครรภ์พบว่าทุกอย่างอยู่ในเกณฑ์ปกติ
ขณะอายุครรภ์ประมาณ 38 สัปดาห์ คุณบอบบางเจ็บท้องร่วมกับมีน้ำเดินจึงมาโรงพยาบาล คุณหมอตรวจดูแล้วพบว่าปากมดลูกเปิดประมาณ 3 เซนติเมตรและถุงน้ำคร่ำแตกแล้ว  จึงรอให้การคลอดดำเนินต่อไป
      
ในระหว่างที่รอคลอด คุณหมอได้ทำการตรวจอัตราการเต้นของหัวใจลูกเป็นระยะๆ  ประมาณ 2 ชั่วโมงต่อมา คุณหมอตรวจพบว่าหัวใจของลูกเต้นช้ากว่าปกติและน้ำคร่ำเริ่มมีสีออกเขียวๆ ซึ่งน่าจะเกิดจากลูกมีภาวะขาดออกซิเจนเกิดขึ้น คุณหมอได้พิจารณาแล้วเห็นว่าถ้ารอให้คลอดเองอาจจะเป็นอันตรายต่อลูกได้ จึงตัดสินใจผ่าตัดคลอด

จากการผ่าตัดคลอดพบว่าผนังมดลูกค่อนข้างบางมาก คุณหมอได้ลงมีดผ่าตัดที่มดลูกแล้วก็ทำการควักลูกออกอย่างรวดเร็ว เพื่อรีบนำมาแก้ไขภาวะขาดออกซิเจนดังกล่าว ภายหลังคลอดตรวจพบรอยมีดบาดที่บริเวณแก้มข้างซ้ายของลูกเป็นแผลลึกไม่มากนัก จึงทำแผลให้  หลังคลอดลูกและแม่ปลอดภัยดี ตรวจแผลที่แก้มลูกในภายหลังพบว่าหายดี ไม่มีแผลเป็น
     
เมื่อพูดถึงการคลอดลูก คุณพ่อคุณแม่ร้อยทั้งร้อยต่างก็อยากให้ลูกของตัวเองคลอดออกมาสมบูรณ์แข็งแรงกันทุกคนแหละครับ แต่ในความเป็นจริงมันเป็นไปไม่ได้หรอกครับที่การคลอดจะลงเอยอย่างสมบูรญ์แบบทุกราย ชีวิตประจำวันของเราบางครั้งยังมีหกล้ม มีดบาด เวลาเดินทางยังมีอุบัติเหตุรถชน เครื่องบินตก ให้เห็นเลย การคลอดก็ไม่มีข้อยกเว้น ต่อให้เลือกโรงพยาบาลที่คิดว่าดีที่สุด เลือกหมอที่มีชื่อเสียงหรือไว้ใจที่สุด เลือกวิธีคลอดที่คิดว่าปลอดภัยที่สุด คุณแม่และลูกน้อยก็ยังมีโอกาสที่จะได้รับอันตรายหรือบาดเจ็บจากการคลอดอยู่ดี ดังตัวอย่างที่ได้นำเสนอทั้ง 4 ราย
 
บาดเจ็บจากการคลอดต่อลูกคืออะไร ?
      
บาดเจ็บจากการคลอดต่อลูก ก็คือ การบาดเจ็บที่เกิดขึ้นกับทารกซึ่งเป็นผลจากการคลอดโดยตรง ไม่ได้มีผลมาจากโรคภัยไข้เจ็บของแม่ ภาวะโภชนาการหรือจากการบำรุงร่างกายขณะตั้งครรภ์ใดๆ ทั้งสิ้น
 
การบาดเจ็บจากการคลอด แบ่งออกได้เป็น 3 ระดับง่ายๆ คือ
 . บาดเจ็บเล็กน้อย     เช่น  มีรอยถลอกที่ใบหน้า รอยช้ำที่แก้ม
 . บาดเจ็บปานกลาง   เช่น มีจ้ำเลือดที่แขนหรือขา 
 . บาดเจ็บรุนแรง       เช่น  กระดูกหัก อาจจะเป็นกระดูกไหปลาร้าหัก กระดูกต้นคอหัก

ทำไมถึงเกิดขึ้นได้ ? 
      
การคลอดเป็นกระบวนการตามธรรมชาติ เวลาทำคลอดคุณหมอเพียงแต่ช่วยทำให้การคลอดดำเนินไปได้ด้วยดีเท่านั้นเอง  เช่น ช่วยพยุงศีรษะลูกตอนกำลังเบ่ง ช่วยตัดฝีเย็บ หรือว่าอาจช่วยดึงตัวลูกเพื่อให้การคลอดง่ายขึ้น ซึ่งส่วนมากการคลอดก็จะปกติไม่มีปัญหาอะไร แต่มีคุณแม่จำนวนหนึ่งที่เหตุการณ์ไม่เป็นไปตามนี้ เนื่องจากการคลอดมีปัญหาและทำให้ลูกได้รับบาดเจ็บจากการคลอดได้
      
จากประสบการณ์ที่ได้ทำคลอดมาจำนวนไม่น้อย ผมพอจะสรุปได้ง่ายๆว่า สาเหตุที่ทำให้เกิดการบาดเจ็บจากการคลอดจริงๆ แล้วมีปัจจัยที่เกี่ยวข้องอยู่ 3 ประการ  คือ ตัวแม่เอง ตัวลูก และจากตัวคุณหมอที่ทำคลอด  บางรายก็เป็นปัญหาเฉพาะจากแม่ หรือลูก หรือจากคุณหมอที่ทำคลอด แต่บางทีมันก็เป็นปัญหาของทั้งแม่ ลูก และหมอรวมกันจนแยกไม่ออกว่าเป็นปัญหาที่เกิดจากใครอย่างแน่ชัด
      
ลองมาวิเคราะห์ปัญหาของผู้ป่วยตัวอย่างแต่ละราย จะทำให้เราเข้าใจปัญหามากขึ้นครับ
 
      
รายที่  1 คุณตามใจ   ปัญหาที่เกิดขึ้นคือลูกมีเลือดออกใต้หนังศีรษะ และคุณแม่ตกเลือดหลังคลอดจนต้องให้เลือด  ถ้าเราวิเคราะห์ดูจะพบว่าปัญหาน่าจะเกิดจากตัวลูกที่ค่อนข้างโตทำให้คลอดยาก ต้องใช้เวลาในการเบ่งคลอดค่อนข้างนาน โดยปกติท้องแรกควรจะใช้เวลาเบ่งประมาณ 1ชั่วโมงกว่าก็ควรจะคลอดแล้วครับ แต่นี่เบ่งตั้งนานก็ไม่ออก  คุณตามใจอยากจะคลอดเองทางช่องคลอด ซึ่งอาจจะเป็นเพราะได้รับข้อมูลมาว่าคลอดทางช่องคลอดดีกว่าผ่าตัดคลอด ส่วนตัวคุณหมอที่ดูแลประเมินดูแล้วคิดว่าเด็กตัวใหญ่พอสมควรแต่ก็ไม่ถึงกับใหญ่มากจนถึงคลอดเองไม่ได้ จึงยินยอมให้คลอดทางช่องคลอด

การตัดสินใจของคุณหมอในกรณีของคุณตามใจนี้ถือว่าไม่ง่ายสำหรับตัวคุณหมอเอง เนื่องจากขนาดเด็กที่คะเนได้มันก้ำกึ่งว่าจะคลอดได้หรือไม่ได้  เหมือนกับการดึงแหวนที่ใส่ในนิ้วคับๆ บางทีดูแล้วคิดว่าน่าจึงออกได้ง่ายแต่เวลาดึงจริงๆไม่ง่ายอย่างที่คิด นอกจากนี้คุณหมอยังอาจถูกบีบบังคับความคิดจากการที่คุณตามใจยืนกรานอยากจะคลอดทางช่องคลอดอีกด้วย  คุณหมอจึงต้องพยายามให้ลองคลอดดูซึ่งในที่สุดก็คลอดได้ แต่เป็นการคลอดที่ใช้เครื่อง มือในการดึง  ในรายนี้คงดึงยากเพราะช่องทางคลอดคงคับมาก ผลจึงลงเอยด้วยเลือดออกใต้หนังศรีษะของลูก โชคดีที่รายนี้ลูกปลอดภัย แต่บางรายที่รุนแรงอาจจะเกิดเลือดออกในสมองจนลูกเสียชีวิตได้เหมือนกัน
      
ในรายนี้ถ้าคุณหมอตัดสินใจผ่าตัดคลอดเสียตั้งแต่แรกก็น่าจะปลอดภัยกว่า การตัดสินใจพลาดครั้งนี้น่าจะเพราะการคะเนน้ำหนักลูกที่ผิดพลาดไปเล็กน้อย ร่วมกับน่าจะมาจากอิทธิผลของแม่ที่อยากจะคลอดเอง
     
ผู้ป่วยรายนี้เป็นตัวอย่างที่พอจะเตือนคุณแม่ได้ว่าการยืนยันและตัดสินใจเลือกวิธีคลอดโดยอาศัยความต้องการอย่างเดียวโดยไม่ยึดหลักเหตุผลทางวิชาการ ก็อาจจะทำให้เกิดผลเสียได้
 
      
รายที่ 2  คุณละเลย รายนี้เป็นตัวอย่างที่ดีเลยว่าคุณแม่ตั้งครรภ์ที่เป็นโรคเบาหวานจากการตั้งครรภ์ ลูกในท้องมักจะตัวใหญ่ และตำแหน่งที่จะมีเนื้อหรือไขมันอยู่เยอะๆ ก็คือบริเวณไหล่เสียด้วย เด็กที่ตัวใหญ่ไม่ได้หมายความว่าจะคลอดไม่ได้ บางคนก็คลอดได้บางคนก็คลอดไม่ได้ มีเด็กหนัก 4,000 กรัมที่คลอดทางช่องคลอดสบายๆ ก็มี ขณะที่เด็ก 3,000 กรัมบางคนต้องผ่าคลอดก็มี
      
ในรายนี้เท่าที่ดูการคลอดดำเนินการมาค่อนข้างดีไม่มีปัญหาเลย คุณหมอจึงคิดว่าน่าจะคลอดได้ ซึ่งก็คลอดได้จริง แต่ตอนที่การคลอดมาติดขัดอยู่ที่ไหล่นั้นเป็นเรื่องที่คาดคะเนยากมากว่าคุณแม่คนไหนคลอดแล้วจะติดไหล่หรือไม่ติด วงการแพทย์พยายามศึกษากันมานานแล้วก็ยังสรุปไม่ได้เสียทีว่ารายใดน่าจะคลอดติดไหล่หรือไม่ติด
      
ถ้าเป็นอย่างนั้น เอาคุณแม่ที่เป็นเบาหวานและคิดว่าเด็กตัวใหญ่ไปผ่าคลอดให้หมดเลยดีไหมจะได้ไม่ต้องเสี่ยงต่อการคลอดติดไหล่ที่ว่า  ฟังดูก็น่าจะดีนะครับ แต่ผมอยากจะบอกว่าไม่ค่อยคุ้มหรอกครับ เพราะปัญหาการคลอดติดไหล่เจอไม่มากนักหรอกครับ นานๆจะเจอเสียที การผ่าคลอดอาจแก้ปัญหาติดไหล่ได้ แต่การผ่าคลอดในคุณแม่ที่เป็นเบาหวานก็เสี่ยงอันตรายไม่น้อยกว่าการติดไหล่  ความเสี่ยงบางอย่างอาจทำให้เสียชีวิตเลยก็มี เช่น เสี่ยงต่อการติดเชื้อที่รุนแรง เสียเลือด หรือจากการดมยาสลบ เป็นต้น   การผ่าคลอดมากๆ เพื่อป้องกันปัญหาที่เกิดไม่บ่อย ไม่น่าจะคุ้มครับ
      
อย่างไรก็ตามในคุณแม่รายนี้ถ้าควบคุมน้ำหนักให้ดีๆ  ไม่ให้ลูกตัวใหญ่จนเกินไปก็อาจจะแก้ไขปัญหานี้ได้ครับ  ส่วนการทำคลอดของคุณหมอ ผมคิดว่าหมอได้ปฏิบัติหน้าที่อย่างสุดความสามารถแล้วครับ  

รายที่ 3 คุณบังเอิญ  ปัญหาที่ประสบคือการที่แขนของลูกหักจากการคลอด การคลอดลูกที่เอาก้นออกมาก่อนทางช่องคลอดเป็นเรื่องที่เสี่ยงอันตรายต่อลูกไม่น้อยเนื่องจากเวลาคลอดก้นซึ่งนุ่มอาจจะคลอดออกมาได้ง่ายแม้ว่าปากมดลูกจะยังเปิดไม่หมดก็ตาม แต่ศีรษะที่คลอดตามออกมาอาจจะคลอดออกมาไม่ได้ถ้าปากมดลูกเปิดไม่หมดเพราะศีรษะค่อนข้างแข็งไม่สามารถถูกบีบให้ออกมาได้ง่ายๆเหมือนก้น เด็กที่คลอดโดยเอาก้นออกจึงมีโอกาสหัวติดคาที่ปากมดลูกตายได้ง่ายจากการขาดออกซิเจน

ในคุณแม่รายนี้ยิ่งยากหนักเข้าไปอีกเพราะนอกจากจะเอาก้นออกแล้ว ยังเอาแขนมาพาดไว้ข้างหลังอีกต่างหาก การทำคลอดในคุณแม่รายนี้คุณหมอที่ทำคลอดต้องมีทั้งฝีมือและประสบการณ์อย่างสูงจึงจะทำคลอดได้อย่างปลอดภัย แต่ก็มีไม่น้อยแม้จะมีประสบการณ์สูงก็ยังเกิดปัญหาได้ เนื่องจากเด็กอาจจะตัวใหญ่มาก หรืออยู่ในท่าที่ผิดปกติ
      
การทำคลอดในผู้ป่วยรายนี้ต้องถือว่าทำในสถานการณ์ที่ค่อนข้างฉุกละหุก เพราะเมื่อผู้ป่วยมาถึงโรงพยาบาลก็ใกล้จะคลอดแล้ว  ทำให้ไม่มีเวลาเตรียมคลอดที่ดี  รายนี้ถ้าผ่าตัดคลอดเสียตั้งแต่ยังไม่เจ็บท้องก็อาจจะแก้ปัญหานี้ได้
      
ปัญหาการบาดเจ็บที่เกิดขึ้นในผู้ป่วยรายนี้น่าจะมาจากสาเหตุรวมๆ กัน ทั้งในแง่ของคุณแม่ที่มีการเตรียมตัวคลอดที่ไม่ดี คุณหมอที่ทำคลอดซึ่งอาจจะยังมีประสบการณ์ไม่มาก

รายที่ 4  คุณบอบบาง คุณแม่รายนี้หมอต้องรีบผ่าตัดเอาลูกออกโดยเร็วเพราะหัวใจลูกเต้นไม่ค่อยดีแล้ว กลัวว่าจะเสียชีวิตได้ง่ายถ้าทิ้งไว้นาน ทีนี้ในการผ่าตัดที่รีบๆ รวมทั้งผนังมดลูกของคุณแม่ก็ค่อนข้างบางด้วย  คุณหมออาจลงมีดที่มดลูกอย่างรีบร้อนทำให้กรีดลึกไปหน่อยจนไปโดนใบหน้าของลูกแทนที่จะโดนแค่ผนังมดลูก
ปัญหานี้เกี่ยวข้องโดยตรงกับประสบการณ์และสติของตัวคุณหมอที่ทำผ่าตัดครับ

สถิติไม่ถึง 1 เปอร์เซ็นต์
      
จากตัวอย่างที่ยกมา ผมอยากเรียนให้ทราบว่าปัญหาที่เกิดทั้งหมดนี้ ไม่ใช่เรื่องที่เกิดเป็นประจำทุกวันหรอกครับ  นานๆ จะเกิดขึ้นซักที และมีไม่ถึง 1% ด้วยซ้ำ แต่เกิดขึ้นทีไรมักจะเป็นเรื่องราวใหญ่โต คือจะมีการฟ้องร้องกันเสมอ เพราะความคาดหวังในเรื่องการคลอดของคุณพ่อคุณแม่มีเต็มร้อย ไม่มีเผื่อ เมื่อเป็นอย่างนี้คนที่จะเป็นเป้าในการรับทุกข์ก็คือคุณหมอ เพราะคุณหมอเป็นผู้ทำคลอด จะเห็นในข่าวการฟ้องร้องเสมอว่าหมอทำคลอดไม่ดี แต่จริงๆ แล้วถ้าดูให้ดีๆ ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ตัวหมอคนเดียว แต่มันรวมๆ กันทั้งตัวแม่ ตัวลูก และตัวคุณหมอ

เพราะฉะนั้นก็อยากจะให้เข้าใจตรงกันว่าคงไม่มีหมอคนไหนอยากให้เกิดเหตุการณ์อย่างนี้ขึ้นเพราะทุกคนก็เป็นทุกข์ทั้งนั้น  พ่อแม่ก็ทุกข์ในการที่ได้ลูกที่ไม่สมบูรณ์แข็งแรงอย่างที่ตัวเองต้องการ  หมอก็ทุกข์ที่ไม่สามารถทำคลอดได้ประสบความสำเร็จอย่างที่ควรจะเป็น ซึ่งสาเหตุแห่งทุกข์ก็ไม่ได้เกิดจากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง การที่มาโทษกันมาฟ้องร้องกันจึงรังแต่จะทำให้มันทุกข์มากขึ้นไปอีก ยกเว้นแต่ว่าการกระทำนั้นเป็นการกระทำโดยประมาท เลิ่นเล่อ ซึ่งก็ต้องยอมรับว่าก็มีโอกาสที่เป็นไปได้ แต่ว่าก่อนที่จะตัดสินใจอะไรทั้งคุณหมอและคนไข้ก็ควรคุยกันให้ดีเสียก่อนจะดีกว่าครับ

รศ.นพ.วิทยา  ถิฐาพันธ์
ภาควิชาสูติศาสตร์-นรีเวชวิทยา คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล
http://www.si.mahidol.ac.th/sidoctor/e-pl/articledetail.asp?id=504




แม่ท้องต้องดูแล

น้ำคร่ำร้าย ฆ่าแม่ตายระหว่างคลอด
7 อาการป่วนตอนท้อง
10 โฉมหน้าโรคแทรกซ้อน แม่ท้องต้องระวัง
ท้องนอกมดลูก
เจาะถุงน้ำคร่ำ อันตราย?
ครรภ์ที่ต้องดูแลเป็นพิเศษ article
วิธีปฏิบัติตัวให้ถูกต้องในช่วงเวลาที่คุณตั้งครรภ์
ระวัง! ดื่มนมระหว่างตั้งครรภ์



Copyright © 2010 All Rights Reserved.